ความสนใจที่เพิ่มมากขึ้นกับการติวสอบ hsk

ในหลายๆปีที่ผ่านมาการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทยได้รับความสนใจโดยทั่วไปจากมหาวิทยาลัย และสถาบันการเรียนการสอนต่างๆ อย่างมากมาย จนทำให้มีการเปิดสอนภาษาจีนกันหลายที่ แต่สถาบันการสอนภาษาจีนดังกล่าวยังไม่มีวิธีการวัดผลที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่มีประสิทธิผล และเป็นแบบวิทยาศาสตร์ รวมทั้งหน่วยงานหรือบริษัทต่างๆ ยังไม่มีมาตรฐานการวัดระดับความรู้ภาษาจีนที่เชื่อถือได้ในการรับบุคลากรที่มีความรู้ทางภาษาจีนที่มีมากพอ ดังนั้นการจัดให้มีการสอบ HSK ขึ้นในประเทศไทย จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง และการสอบ HSK นี้จะเป็นแรงกระตุ้น และยกระดับการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทยให้ดีขึ้น

เป็นหนึ่งในหลายสาเหตุที่ทำให้ต้องมีการเรียนหลักสูตรติวเข้มเพื่อติวไปสอบ HSK ซึ่งผู้เรียนจะต้องมีพื้นฐานความรู้ภาษาจีนในระดับที่ผ่านมาเป็นอย่างน้อย โดยก่อนสมัครเรียนผู้ที่สนใจจะต้องทำแบบทดสอบ HSK ของทางโรงเรียน (ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ) เพราะการสอบนี้จะทำเพื่อวัดผลความรู้และเพื่อเป็นประโยชน์ต่ออาจารย์ผู้สอนที่จะได้รู้ว่าผู้เรียนมีความรู้ภาษาจีนด้านไหนและยังขาดด้านไหน โดยอาจารย์จะได้เน้นให้ผู้เรียนได้อย่างเต็มที่ คอร์สนี้เป็นคอร์สติวและเน้นการทำข้อสอบเก่า ผู้เรียนจะได้ฝึกการทำข้อสอบโดยมีอาจารย์ที่มีประสบการณ์ช่วยแนะนำและชี้แนะตลอดเวลา หลังจบหลักสูตรผู้เรียนจะต้องคุ้นชินกับการทำข้อสอบเพื่อให้ไม่เกิดความตื่นเต้นในขณะสอบ และได้เรียนรู้เทคนิคการทำข้อสอบ การตอบคำถามต่างๆเพื่อเตรียมความพร้อมให้มากที่สุดก่อนการสอบที่จะมาถึง พอมีการสอบเราจะมีความรู้ที่เน้นพอจะผ่านมันไปได้

เรียน GMAT เพื่อสอบวัดผลด้านภาษาในการเรียนต่อ

หลายต่อหลายคนพอพูดถึงการเรียน GMAT ก็จะคิดถึงความยากของข้อสอบ อย่างเช่น อยากเรียนต่อโทที่อเมริกาคะและสนใจในด้าน Human Resource แต่ว่าส่วนตัวไม่ชอบเลข และไม่เก่งเลย และคิดว่าจะต้องสอบ GMAT ไม่ได้แน่ๆ เลยอยากทราบว่า มี U ไหนที่อเมริกามีคอร์ส Human Resource ที่ไม่ได้อยู่ในโปรแกรม MBA แล้วไม่ต้องสอบ GMAT แล้วถ้า Human Resource ไม่ได้อยู่ในโปรแกรม MBA มันจะมีลักษณะยังไง และแตกต่างจากที่อยู่ใน MBA ไหม แล้วถ้าจบ Human Resource แบบที่ไม่ใช่จากใน MBA จะสามารถมาทำงานอย่างใดได้บ้าง มี U ไหนที่แนะนำบ้างคะ รบกวนขอรายละเอียดด้วย นี่คือหนึ่งในตัวอย่างที่หลายๆคนไม่อยากสอบ GMAT เพราะคิดว่าตัวเองไม่น่าจะทำคะแนนได้ดี คนเหล่านี้มักต้องการ มหาลัยที่ไม่ต้องใช้ GMAT ไม่ต้องเขียน statement of purpose แค่ส่งเกรดกับเงินค่าเทอมก็ได้เข้าไปเรียนแล้ว สำหรับคนที่คิดอย่างนี้และตอนนี้ต้องการไปเรียน MBA (โดยเฉพาะในต่างประเทศ) บอกได้เลยว่ามหาลัยที่ไม่ต้องการเรียน GMAT ก็ไม่ต้องการนักเรียนที่มีคุณภาพเช่นกัน

การเรียน MBA มีค่าใช้จ่ายสูงมาก MBA โดยทั่วไปใน US ใช้เวลาเรียนประมาณ 2 ปี ค่าเรียน ค่ากินอยู่ทั้งหมด บอกได้เลยว่า ไม่่ต่ำกว่าปีละ หนึ่งล้านห้าแสนบาท (แค่ค่าเทอมก็มากกว่าหนึ่งล้านแล้ว) ถ้าคุณเป็นพนักงานกินเงินเดือน เดือนละ 50000 บาท ถ้าสมมติว่าไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเลย คุณต้องเก็บเงินถึง ห้าปี เพื่อไปเรียน MBA สองปี จะเห็นได้ว่าการเรียน MBA นั้นแพงกว่าซื้อรถเบนซ์อีก เพราะฉะนั้นการคิดว่าจะหลับหูหลับตาไม่สอบ GMAT เพื่อเสียเงินเกือบ สามล้านไปเรียนมหาลัยที่ไม่มีคุณภาพ ถ้าคิดได้แบบนี้อย่าไปเรียน MBA เลยดีกว่าถึงแม้จะไม่มีความรู้ในการเรียน GMAT  ไม่เก่งเลข ไม่เก่งภาษาอังกฤษ ก็อยากให้ทุกคนที่คิดจะไปเรียน MBA เมืองนอกลองทำข้อสอบ GMAT ดู พอพูดถึงค่าสอบ GMAT เพื่อนๆอาจจะบอกว่า ค่าสอบแพงมาก(ก็เกือบ 7 พันบาท) ถ้าไม่ใช่ลูกคนรวย คงไปลองสอบเล่นๆไม่ได้ จะบอกเลยว่ามีวิธีที่จะรู้คะแนนในการเรียน GMAT ของตัวเองจริงๆ โดยที่ไม่ต้องเสียเงินสักบาทเลย คือการทำ official mock exam ของ GMAT ซึ่งทำได้ฟรี ซึ่งจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ในหัวข้อการเตรียมตัวสอบ

การเรียน TOEFL จะความรู้และเทคนิคในการสอบภาษาอังกฤษ

images (2)

ในปัจจุบันเรียน TOEFL ก็มีหลายตัวดังนั้นก่อนที่เราจะเลือกเวอร์ชั่นไหนสอบก็ขอให้หารายละเอียดและข้อแตกต่างของแต่ละเวอร์ชั่นกันก่อนขอเริ่มที่เวอร์ชั่นที่เป็นที่แพร่หลายทั่วโลกในปัจจุบันก่อนนะคะ เวอร์ชั่นนี้เรียกว่าเรียน TOEFL iBT (TOEFL Internet-Based Test) เป็นข้อสอบที่ต้องทำผ่านทางคอมพิวเตอร์ โดยการจัดการตัวข้อสอบจะทำผ่านระบบอินเตอร์เนต โดยข้อสอบเวอร์ชั่นนี้จะประกอบไปด้วย 4 ส่วน คือ ฟัง พูด อ่าน และเขียน ซึ่งระดับความยากจะเป็นระดับเดียวกับภาษาอังกฤษที่ใช้ในมหาวิทยาลัยและระยะเวลาในการสอบคือประมาณสี่ชั่วโมงครึ่ง ในเมืองไทยจะเริ่มตั้งแต่ 9.00 น. ไปจนถึงประมาณ 13.30 น.

เนื่องจากข้อสอบ iBT ได้รับการยอมรับแพร่หลายจัดว่าเป็น Global Test ดังนั้นผู้ที่จะนำผลคะแนนไปใช้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศ รองลงมาก็จะเป็นคนที่นำคะแนนไปใช้ในการสมัครยื่นหลักสูตรนานาชาติบางแห่งในเมืองไทย นอกจากนี้ก็ยังมีที่นำไปใช้ในการขอวีซ่า ยื่นขอทุน หรือใช้ในการประเมินความสามารถด้านภาษาอังกฤษสำหรับองค์กรต่างๆอีกด้วย แต่สำหรับในบางประเทศที่ไม่สามารถจัดสอบในระบบ iBT ได้ ก็จะมีการจัดสอบเป็นการเรียน TOEFL pBT แทน ซึ่งเวอร์ชั่นนี้จะประกอบไปด้วย 3+1 ส่วน คือ สามส่วนแรก คือ listening reading และ Structure and Written Expression และอีกหนึ่งส่วนเรียกว่าข้อสอบ TWE หรือก็คือ writing นั่นเอง ซึ่ง TWE นี้เป็นส่วนที่บังคับว่าถ้าจะสอบ pBT แล้วต้องสอบ TWE ด้วยข้อสอบใช้เวลาทั้งหมดสี่ชั่วโมง

การสอบและเรียน TOEFL เป็นการสอบวัดความรู้ความสามารถทางภาษาอังกฤษสำหรับคนต่างชาติที่ไม่ได้มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่เพื่อนำผลคะแนนไปยื่นกับสถาบันการศึกษาที่หมายตาเอาไว้ โดยใช้เป็นส่วนหนึ่งในคุณสมบัติที่ใช้สมัครเรียนระดับต่างๆ การเรียน TOEFL ในอดีตประกอบด้วย 2 แบบ คือ สอบแบบที่ใช้กระดาษในการทำข้อสอบและการสอบที่ใช้คอมพิวเตอร์ทำข้อสอบ กระทั่งปี 2005 ได้เปลี่ยนแปลงการสอบให้สอบผ่าน อินเตอร์เน็ต โดยเลิกใช้การสอบทั้ง 2 แบบ การสอบแบบ iBT TOEFL เป็นการสอบทักษะภาษาอังกฤษแบบบูรณาการ เป็นการสอบที่ต้องใช้ทักษะภาษาอังกฤษทั้งการพูด ฟัง อ่าน และเขียนในการสอบ โดยการสอบแต่ละส่วนจะเชื่อมโยงกันทั้งหมด ผู้สอบต้องตั้งใจฟังสิ่งที่เขาพูดทั้งหมด เพราะหมายความว่าเราจะตอบ พูด หรือเขียนไม่ได้เลยถ้าไม่ตั้งใจฟังตั้งแต่แรก คะแนนเต็ม 120 คะแนน