กิจการงาน bangkok massage service พร้อมด้วยสมุนไพรเลื่องลือ

ในการทำสปาอบซาวน่านั้นหรือว่าที่รู้จักมักคุ้นกันเป็นการอบสมุนไพรเพื่อมาหนุนร่างกายและจิตใจเนื่องด้วยความร้อนเพื่อรูขุมขนข้างในร่างกายและจิตใจเปิดกว้างพร้อมที่จะขับมลสารออกมาพร้อมหยาดเหงื่อ ถือว่าชอบในการทำสปา ของ bangkok massage service เช่นกันวิธีการนั้นไม่มีอะไรยุ่งยากมากจนเกินไป เนื่องด้วยในเมืองไทยของเรานั้นจะมีสมุนไพรที่จะช่วยเหลือให้ขับมลสารที่อยู่ด้านในเนื้อตัว รวมไปถึงเดี๋ยวนี้นวัตกรรมยุคใหม่โดยมากจะมีมาก จึงทำให้โลกเปิดกว้างการนำเทคโนโลยีมาสกัดสมุนไพรเพื่อที่จะใช้อบซาวน่าจึงไม่เป็นเรื่องยากมากเท่าสมัยก่อนนะคะ ขอแค่มีอุปกรณ์ซาวน่าก็คงจะเพียงพอแล้ว

เพราะทาง bangkok massage service ยังมีบริการสครับ ที่ถูกดีไซน์มาโดยการขัดผิวพรรณจากธรรมชาติ ล้วนสุดแล้วแต่พืชสมุนไพรที่เราต่างรู้จักกันดีเลยละคะ อย่างพวก เกลือ สาหร่าย ฟองน้ำที่จะมาทำให้ขจัดเซลล์เสื่อมสภาพให้หลุดออกไปนั้นเอง จึงจะทำให้เกิดเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทน ซึ่งในเซลล์ใหม่จะมาเติมเต็มอาหารการกินของผิว เป็นเหตุให้ผิวพรรณที่ถูกการสครับนั้น อ่อนนุ่มเนียนเรียบ และมีสีผิวที่สม่ำเสมอมากกว่าตอนที่ยังไม่สครับนะคะ  การขัดผิวสามารถใช้สมุนไพรขัดหรือใช้ครีมขัด แต่บางทีอาจจะมีบางคนที่แพ้สมุนไพรหรือว่าคำถามของผิวของตัวเองแห้งยิ่งกว่าปกตินัน้คือปัญหาที่สามารถตามมาได้ เนื้อครีมอาจจะช่วยได้มากกว่าในคนที่แพ้ แต่ก็ต้องดูรายละเอียดให้ดี ซึ่งเนื้อครีมจะเข้ามาช่วยเป็นเหตุให้อ่อนนุ่มลงลดแรงการเสียดสีกับหนัง ซึ่งจะป้องกันการอักเสบและการแพ้ของหนังได้ แต่ขอชี้ทางให้พิสูจน์มานวดกับเราดูนะคะ ที่ www.bangkokanitamassage.com

เสริมสะโพก เสริมก้น เพื่อความสวยงามของรูปร่าง

เสริมสะโพก

สาวๆ หลายมักมีปัญหาเกี่ยวบั้นท้าย เช่น ไม่มีก้น หรือหย่อนคล้อยไม่ได้รูปทรงที่สวยงาม การศัลยกรรมเสริมสะโพกนอกจากจะทำให้สะโพกดูผายได้รูปทรงที่สวยงามแล้ว ยังช่วยยกกระชับส่วนที่หย่อนคล้อยให้เต่งตึงขึ้นอีกด้วย ทำให้เวลาที่ใส่กระโปรง กางเกง หรือชุดเดรสแบบเข้ารูป จะช่วยให้เห็นทรวดทรงที่สวยงาม เพิ่มความมั่นใจได้และทำให้บุคลิกภาพดีขึ้นตามไปด้วย

การผ่าตัดเสริมสะโพก เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งสำหรับ การมีสรีระรูปร่างเป็นหญิงโดยสมบูรณ์ การผ่าตัดเสริมสะโพกช่วยทำให้มีสะโพกผายกว้าง ไม่แคบและแบนราบเหมือนในอดีต ช่วยทำให้มีสัดส่วนของเอว สะโพก สวยสมดุล และไม่ทำให้เกิดอันตรายหรือมีปัญหาแทรกซ้อนมากเหมือนการไปรับการฉีดซิลิโคน หรือสารเหลวอื่น ๆ เข้าสู่สะโพกหรือก้น ซึ่งพบว่ามีการไหลของสารที่ฉีดไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ขา หรือ ขาหนีบ เป็นต้น ซึ่งยากลำบากที่จะขจัดออก

การผ่าตัดเสริมสะโพกแพทย์จะทำการผ่าบริเวณ ร่องก้น ยาวประมาณ 4-5 ซ.ม. จากนั้นใส่ ถุงซิลิโคน (Buttocks impaints) เป็นรูปทรงกลม หรือทรงรี แล้วแต่ความเหมาะสม เข้าไปใต้กล้ามเนื้อก้นที่อยู่ระหว่างกล้ามเนื้อส่วนนอกและส่วนกลาง ซึ่งเป็นเทคนิคใหม่ที่ช่วยลดปัญหาการเคลื่อนที่ของถุงซิลิโคน ซึ่งอาจจะทำให้ระดับของสะโพกไม่เท่ากันสองข้าง และอาจเกิดพังผืดได้

การเสริมสะโพกสามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้
– การเสริมสะโพกด้วยซิลิโคน วิธีนี้เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเพราะผลลัพธ์ที่ได้อยู่คงทนถาวร ซิลิโคนที่ใช้จะประเภทเดียวกับซิลิโคนที่ใช้ในการเสริมหน้าอก แต่จะมีลักษณะและรูปร่างที่ไม่เหมือนกัน
– เสริมสะโพกโดยฉีดสารเติมเต็ม ฟิลเลอร์ ซึ่งการฉีดฟิลเลอร์บริเวณสะโพกอาจจะต้องใช้ปริมาณมาก ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงตามไปด้วย และเมื่อระยะเวลาผ่านไปฟิลเลอร์ก็จะสลายไปทำให้ต้องฉีดใหม่เมื่อฟิลเลอร์สลายตัว
– การเสริมสะโพกด้วยการฉีดไขมัน โดยการนำไขมันในร่างกายจากส่วนอื่นมาฉีดเพิ่มเสริมสะโพก ข้อเสียคือเมื่อเวลาผ่านไปไขมันที่ฉีดเข้าไปนั้นจะสลายตัวคล้ายๆ กับการฉีดฟิลเลอร์
ก่อนการผ่าตัดคนไข้ควรเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อความปลอดภัยในการผ่าตัดและไม่ให้เกิดผลกระทบหรือปัจจัยแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด คนไข้ควรงดสูบบุหรี่ งดแอลกอฮอล์ ยาที่ทำให้ลิ่มเลือดแข็งตัวและอาหารเสริมต่างๆ ก่อนเข้ารับผ่าตัดอย่างน้อย 1 เดือน ในวันผ่าตัดต้องงดอาหารและงดน้ำ 6-8 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ขั้นตอนการผ่าตัดเสริมสะโพก
ก่อนผ่าตัดแพทย์จะให้ยาสลบกับคนไข้ จากนั้นใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์กรีดบริเวณร่องก้น สำหรับใส่ซิลิโคน เมื่อตรวจสอบความเรียบร้อยว่าทั้งสองข้างเท่ากันแล้ว แพทย์จะเย็บแผล การผ่าตัดเสริมสะโพกใช้เวลาประมาณ 1 ถึง 2 ชั่วโมง แผลจากการผ่าตัดจะมีลักษณะเป็นรอยยาวประมาณ 7-8 เซนติเมตร แต่จะมองไม่เห็นเพราะรอยแผลอยู่ในร่องก้น

หลังการผ่าตัดคนไข้ควรนอนพักเพื่อดูอาการที่โรงพยาบาล 2 วัน ควรนอนคว่ำเพื่อไม่ให้แผลถูกทับและป้องกันไม่ให้ซิลิโคนเคลื่อนที่ ข้อควรระวังอีกอย่างคือเรื่องของความสะอาด เพราะเป็นบริเวณที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย

ขั้นต้นของการฝากครรภ์ที่คุณแม่ต้องรู้

26788_thaihealth_cefgnorx5678

เมื่อตรวจว่าตั้งครรภ์แล้วสิ่งแรกที่ควรปฏิบัติ คือเข้ารับการฝากครรภ์โดยเร็วที่สุดไม่ใช่คิดว่าต้องให้ท้องโตก่อนแล้วค่อนฝากครรภ์ ยิ่งฝากครรภ์เร็วยิ่งได้เปรียบ คือถ้ามีความผิดปกติเกิดขึ้น แพทย์จะได้ทราบ และแก้ไขให้ก่อน นอกจากนี้ยังทำให้ทราบถึงอายุครรภ์และกำหนดคลอดที่แน่นอน การฝากครรภ์ก็เข้าฝากครรภ์กับโรงพยาบาลที่เราจะไปคลอดได้โดยสะดวก มีบางรายจะกลับไปคลอดที่ภูมิลำเนาเดิมซึ่งไกลออกไปมาก ก็สามารถฝากครรภ์กับโรงพยาบาลหรือสถานีอนามัยใกล้ ๆ กับที่เราอยู่ตอนนี้ก่อน เวลากลับไปคลอดก็ถือสมุดฝากครรภ์ หรือขอประวัติฝากครรภ์นำกลับไปด้วย

ขั้นต้นของการฝากครรภ์ แพทย์จะให้ทานไปตรวจเลือดเพื่อดูกรุ๊ปเลือด ความเข้มข้นของเลือด กามโรค ซิฟิลิส โรคเอดส์ ไวรัสตับอักเสบชนิดบี และตรวจปัสสาวะเพื่อดูว่ามี น้ำตาล ไข่ขาว (โปรตีน)หรือมีการอักเสบของทางเดินปัสสาวะหรือไม่ แพทย์หรือเจ้าหน้าที่จะซักถามประวัติโรคในอดีต โรคประจำตัว โรคที่กำลังรักษาในปัจจุบัน ประวัติการตั้งครรภ์ครั้งก่อน ประวัติโรคในครอบครัว มีการตรวจร่างกาย จากประวัติการตรวจร่างกายและการตรวจทางห้องปฏิบัติการนี้ ถ้ามีผลผิดปกติแพทย์จะอธิบายให้ท่านทราบถึงข้อปฏิบัติและการรักษา ในสมัยนี้มีการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อย่างน้อย 4 เดือนหลังคลอด ก็จะมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายพยาบาลมาตรวจต้านม พร้อมกับอธิบายและให้การแนะนำเตรียมตัวในเรื่องนี้

อายุของมารดาที่เหมาะสมในการตั้งครรภ์ คือ 20-30 ปี ถ้ามารดาอายุเกิน 35 ปี จะมีความเสี่ยงต่อการคลอดบุตรที่มีลักษณะผิดปกติทางโครโมโซมได้ เช่น มีบุตรพิการหรือปัญญาอ่อน ดังนั้นในมารดาอายุเกิน 35 ปี จะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้ไปเจาะน้ำคร่ำดูโครโมโซมของลูกเมื่ออายุครรภ์ได้ประมาณ 4 เดือน ซึ่งในกรุงเทพฯ มีโรงพยาบาลหลายแห่งสามารถทำได้แต่ถ้าในต่างจังหวัดอาจต้องไปทำที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในภูมิภาคนั้น

ในระหว่างการฝากครรภ์ ในอายุครรภ์ 28 สัปดาห์แรก แพทย์จะนัดตรวจทุก 4 สัปดาห์ อายุครรภ์ 28-36 สัปดาห์จะนัดตรวจทุก 2 สัปดาห์ อายุครรภ์ 36 สัปดาห์ขึ้นไป จนถึงคลอดจะนัดตรวจทุกสัปดาห์ที่กล่าวมานี้เป็นการฝากครรภ์แบบปกติ แต่ถ้าเป็นการตั้งครรภ์เสี่ยง เช่น มความผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับมารดาหรือทารกในครรภ์ แพทย์อาจนัดตรวจบ่อยกว่านี้ ท่านต้องไปตรวจตามแพทย์นัดและสามารถถามความผิดปกติ และรายละเอียดในการปฏิบัติตัวจากแพทย์ได้

การยกดัมเบลที่ไม่หนักเกินไปจะช่วยฟื้นฟูกำลังแขนได้เช่นกัน

978a

สาวๆหลายคนอาจเป็นกังวลว่า หากยกดัมเบลบ่อยๆจะกลายเป็นหญิงล่ำไปเสีย ขอบอกไว้เลยว่าเป็นไปได้ยาก เว้นแต่จะฝืนยกดัมเบลหนักเกินกำลังจนกล้ามแน่น เพราะแขนของเราไม่ได้เกิดมาเพื่อให้กล้ามขึ้นได้ง่ายๆ อย่างของคุณผู้ชาย ฉะนั้น ต่อให้คุณเล่นเป็นประจำก็จะมีเพียงกล้ามเนื้อแขนที่กระชับแข็งแรง หรือบางคนอาจมีกล้ามอ่อนๆ แสดงถึงความเป็นสปอร์ตเกิร์ลเท่านั้น และนี่คือประโยชน์ต่างๆที่จะ ได้จากการยกดัมเบลค่ะ กล้ามเนื้อแขนแข็งแรงขึ้น แขนของเราประกอบด้วยกล้ามเนื้อสองส่วน คือไบเซ็ปส์และไตรเซ็ปส์ซึ่งทำหน้าที่หดตัวและคลายตัวสลับกันไป การยกดัมเบลเป็นประจำไม่ว่าท่าไหน จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงแก่กล้ามเนื้อทั้งสองส่วน เราจึงยกของหนักได้ง่ายขึ้นใช้แรงแขนในการจับ ถือ หิ้ว โหน หรือแม้แต่ควบคุมพวงมาลัยรถได้ดีขึ้นด้วย กล้ามเนื้อแขนยืดหยุ่นขึ้น เมื่อกล้ามเนื้อแขนได้รับการบริหารบ่อยๆ จะไม่มีอาการปวดตึง บาดเจ็บง่าย หรือฟกช้ำง่ายอีกต่อไป สร้างความแข็งแรงแก่ข้อมือและปลายแขน เพิ่มแรงบีบของฝ่ามือทั้งสองข้างรวมถึงช่วยกระชับกล้ามเนื้อลำตัวส่วนบน ทั้งกล้ามเนื้ออก กล้ามเนื้อสะบักและกล้ามเนื้อด้านข้างลำตัวได้ด้วย

สำหรับผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุการยกดัมเบลที่ไม่หนักเกินไปจะช่วยฟื้นฟูกำลังแขนได้เช่นกัน นอกจากนี้การยกดัมเบลยังเป็นหนทางเผาผลาญไขมันได้ดีมากวิธีหนึ่ง จึงนับเป็นขุมทรัพย ในการลดน้ำหนักระยะยาวได้เลือกดัมเบลให้เหมาะสม เราสามารถเลือกซื้อดัมเบลหลายรูปแบบได้จากร้านอุปกรณ์กีฬาทั่วไป ทั้งแบบโลหะ แบบพลาสติก แบบที่ถอดปรับน้ำหนักได้ หรือแบบที่ปรับน้ำหนักไม่ได้แต่ไม่ว่าจะแบบใดก็ควรเลือกขนาดที่จับกระชับ ไม่หลุดมือง่าย ไม่เบาไป ไม่แข็งจนเจ็บมือ ไม่ใหญ่จนกำไม่ถนัดและมีน้ำหนักพอเหมาะให้เราถือเล่นได้นานๆ คะเนได้จากเมื่อลองยกเล่นสัก 10 ครั้งแล้วยังไหวก็ใช้ได้แล้ว เมื่อทำประจำจนชินอาจเพิ่มน้ำหนักขึ้นได้ตามสะดวก น้ำหนักดัมเบลที่เหมาะสมสำหรับแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน ทางที่ดีที่สุดคือ ต้องไปลองยกดูก่อนตัดสินใจซื้อ หากดัมเบลที่มีขายยังไม่ถูกใจ ไม่ใช่สไตล์ที่โดน ลองหาขวดน้ำพลาสติกความจุประมาณ 1.5 ลิตรมาพันด้วยผ้าหรือทาสีให้สวยงาม หุ้มตรงกลางขวดด้วยฟองน้ำนุ่มๆ สำหรับจับ ใส่น้ำ ทราย หรือก้อนกรวดเข้าไป เมื่อลองยกแล้วให้น้ำหนักที่ไม่มากหรือน้อยเกินแสดงว่าใช้ได้แค่นี้ก็มีดัมเบลเก๋ไม่ซ้ำใครไว้ใช้งานแล้ว

ประโยชน์ของเมล็ดเจียที่มีมากกว่าที่เราทราบกัน

health (5)

เมล็ดเจียมีมานานแล้วก่อนที่จะได้รับความนิยมในปัจจุบันนี้ (หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเมล็ดเจียคือเมล็ดแมงลัก แต่เมล็ดพืชสองชนิดนี้มีความแตกต่างกันนะคะ) เชื่อกันว่าเมล็ดเจียคืออาหารหลักของชาวแอซเท็กโบราณและชาวมายา และเป็นเมล็ดพืชที่ให้พลังงานสูงมากพวกเขาจะรับประทานเมล็ดเจียก่อนที่จะทำศึกสงคราม เส้นใย 11 กรัมบวกกับโปรตีน 4.4 กรัมในเมล็ดเจียจะช่วยในเรื่องของการลดน้ำหนักโดยทำให้คุณรู้สึกอิ่มท้องนานขึ้น นอกจากนี้เมล็ดเจียยังสามารถดูดซึมน้ำได้มากกว่าน้ำหนักของตัวเองถึง 10 เท่า ทำให้มีสารอาหารเต็มเปี่ยมซึ่งสามารถนำไปใส่ในเครื่องดื่มสมูธตี้และขนมอบของคุณได้ แต่อย่ารับประทานมากเกินไปมิเช่นนั้นคุณสมบัติของเส้นใยอาจทำให้ท้องไส้ของคุณปั่นป่วนได้ เมล็ดเจียมีสารอาหารที่จำเป็นอย่างหนึ่งซ่อนอยู่นั่นก็คือแมกนีเซียม ซึ่งจะช่วยรักษาระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลให้ต่ำอยู่เสมอ และถ้าระดับแมกนีเซียมในร่างกายต่ำก็เป็นสาเหตุของอาการปวดศีรษะและเหนื่อยล้าง่าย นอกจากนี้เมล็ดเจียยังอุดมไปด้วยทริปโตเฟน (พบได้ในไก่งวงของคุณย่าในวันขอบคุณพระเจ้า) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่ช่วยให้ร่างกายผลิตสารเซโรโทนินและช่วยต่อสู้กับความเครียด

เมล็ดพันธุ์พืชขนาดจิ๋วเหล่านี้มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งมีมากกว่าในปลาแซลมอนเสียอีก แถมยังช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ด้วย ไขมันดังกล่าวจะช่วยบำรุงผิวหนัง, เส้นผมและเล็บ ที่สำคัญช่วยลดอาการอักเสบบวมแดง รวมทั้งกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตได้อีกด้วย เอาล่ะเชิญกล่าวทักทายผิวพรรณอันผ่องใสกันได้เลย การรับประทานเมล็ดเจียเพียงหนึ่งหน่วยบริโภคก็ได้รับแคลเซียมมากถึงเกือบร้อยละ 20 ของปริมาณที่แนะนำให้รับประทานในแต่ละวันแล้ว (หากเทียบด้วยน้ำหนักเท่ากัน เมล็ดเจียจะมีแคลเซียมมากกว่านม) เมล็ดเจียคือทางเลือกที่วิเศษสำหรับผู้ที่ไม่ดื่มนม การได้รับแคลเซียมที่เพียงพอจะหมายถึงกระดูกและฟันที่แข็งแรง ยังไม่รวมถึงช่วยเพิ่มการผลัดเซลล์ผิวและความชุ่มชื้นอีกด้วย บลูเบอร์รี่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงแต่คราวนี้ถึงตาเมล็ดเจียออกโรงแล้ว หนึ่งหน่วยบริโภคของเมล็ดเจียประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าบลูเบอร์รี่ถึง 3 เท่า สารต้านอนุมูลอิสระมีประโยชน์ต่อสุขภาพเนื่องจากพวกมันจะช่วยให้เซลล์ในร่างกายต่อสู้กับสารอนุมูลอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพ (อย่าลืมใช้บำรุงผิวพรรณของคุณเป็นประจำทุกวันด้วยนะ) เราควรขบเคี้ยวเมล็ดพืชที่อุดมไปด้วยสารอาหารเหล่านี้หลังจากที่รับประทานอาหารเม็กซิกันเค็มปี๋ทำไมน่ะเหรอ เพราะสารโปแตสเซียมในเมล็ดเจียจะช่วยลดอาการบวม

คอลลาเจนผง bella colla สกัดมาจากเกล็ดปลาน้ำจืดที่ได้รับการควบคุมเฉพาะเท่านั้น

10627-1

bella colla คือ คอลลาเจนผง สกัดจากเกล็ดปลาแท้ 100% ใช้ดื่มผสมกับเครื่องดื่มที่ท่านชื่นชอบ วันละ 1-2 ช้อนชา เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่ช่วยฟื้นฟู บำรุงผิวพรรณ บำรุงไขข้อ และช่วยบำรุงสุขภาพ ผม เล็บ ต่างๆ bella colla เป็นคอลลาเจนผง (Hydrolized Collagen) ที่สกัดมาจากเกล็ดปลาแท้ ธรรมชาติ 100% มีโมเลกุลเล็กดูดซึมได้ง่าย ควบคุมการผลิตโดยบริษัทญี่ปุ่น ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยเกี่ยวกับอาหารมากมาย คุณภาพสูงส่งออก ญี่ปุ่น จีน เกาหลี ฯ และเป็นผลิตภัณฑ์คอลลาเจนยี่ห้อเดียวในประเทศไทย ที่ได้รับรางวัล เหรียญทองสูงสุด (Grand Gold Award) จากสถาบันการันตีคุณภาพอาหารระดับโลก Monde Selection ปี 2013

bella colla เป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่มีตลาดหลักเป็นตลาดต่างประเทศ (ญี่ปุ่น จีน เกาหลีฯ) จึงไม่ค่อยเห็นวางขายทั่วไปนัก ตลาดของ bella colla ในต่างประเทศเป็นตลาดที่ใหญ่ มีการผลิตส่งออกเป็น Mass Production ผลิตเป็นจำนวนมาก จึงจัดจำหน่ายได้ในราคาถูก และเนื่องจากในประเทศ ไม่เน้นการโฆษณา ซึ่งทำให้สามารถลดต้นทุนการโฆษณา การจ้างพรีเซนเตอร์ การทำแพคเกจราคาแพง ลงไปได้อีกมาก คอลลาเจนผง bella colla สกัดมาจากเกล็ดปลาน้ำจืด ที่ได้รับการควบคุมเฉพาะเท่านั้น โดยในกระบวนการผลิต เบลลา คอลลา มีการควบคุมตั้งแต่การเพาะเลี้ยงปลา สถานที่เลี้ยง พันธุ์ปลา ไปจนถึงการคัดเลือกเกล็ดที่จะนำมาใช้ โดยจะต้องเป็นเกล็ดที่ได้ขนาดตามมาตรฐานของบริษัท ซึ่งทำให้ได้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอลลาเจน ที่มีมาตรฐานสูงและได้ประโยชน์ครบถ้วน ไม่มีอันตราย สามารถบริโภคได้แม้ผู้ที่แพ้อาหารทะเล

Collagen จากแหล่งอื่นๆ เช่น Collagen จากปลาทะเล ปลาทะเลในกรณีที่เป็นปลาที่จับตามธรรมชาติมีปลาบางชนิดที่ไม่รู้พันธุ์ปลาหรือแหล่งที่อยู่อาศัย ทำให้ยากในการควบคุมมาตรฐานของสินค้าและอาจเกิดอันตรายในกรณีที่ปลาเหล่านั้นเป็นพาหะของโลหะหนัก ทำให้เราบริโภคโลหะเหล่านั้นเข้าไปได้โดยไม่รู้ตัว Collagen จากหนังปลาเนื่องจากหนังปลามีไขมันอยู่มาก ทำให้การทำความสะอาดเพื่อนำมาสกัดเป็นไปได้ยากลำบากทำให้มีผลด้านความสะอาดต่อผลิตภัณฑ์ได้ Collagen จากหมูและวัวหมูและวัวมีโอกาสติดโรคได้ง่ายทำให้มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของสินค้าได้ แต่ถ้าคอลลาเจน bella colla คุณจะได้คุณสมบัติที่ดีต่อผิวพรรณของคุณ

การบริหารร่างกายของอาการคนท้องในแต่ละเดือน

Variety4188553การออกกำลังกายขณะตั้งครรภ์

เดือนที่ 1 ช่วงเดือนนี้อาการคนท้องหรือคุณแม่คงเหนื่อยล้าและเพลียมากแบบไม่รู้สาเหตุ เพราะร่างกายยังอยู่ในระหว่างปรับตัว คุณแม่ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หากอยากออกกำลังกาย ก็แนะนำให้ออกกำลังกายเบาๆ พอให้ได้ยืดเส้นยืดสาย เช่น เดินเล่นก็พอ เดือนที่ 2 อาการแพ้ท้องอาจจะยังไม่ทุเลาลงเท่าไร แต่คุณแม่เริ่มเคลื่อนไหวร่างกายเบาๆได้บ้างแล้ว อาจเดินรอบๆ บ้าน แกว่งแขนตามสบาย โดยที่ไม่ต้องกำหนดเวลา อาการคนท้องเดือนที่ 3 นี้ก็ยังอยู่ในระยะเสี่ยงสูง การเดินเล่นเบาๆ แกว่งแขนเพียงเล็กน้อยจึงยังเป็นการออกกำลังกายที่ดีของคุณแม่ เวลาเดินควรก้าวขายาวๆ ลำตัวตั้งตรง และสวมรองเท้าที่เหมาะสม ได้แก่รองเท้าส้นเตี้ย

อาการคนท้องเดือนที่ 4 แล้วอาการแพ้ท้องเริ่มทุเลาลงหรือบางคนก็หายไปช่วงนี้คุณแม่สามารถออกกำลังกายด้วยการเดินแบบเดิมก็ได้ หรือจะไปว่ายน้ำก็จะช่วยให้กล้ามเนื้อทุกส่วนของคุณแม่แข็งแรงขึ้น และน้ำก็ยังทำให้รู้สึกผ่อนคลายด้วย เดือนที่ 5 เริ่มปวดหลังแล้วละคุณแม่ลองเล่นโยคะด้วยท่าที่ถูกต้องและเหมาะหรือชวนคุณพ่อมาออกแรงเต้นรำด้วยจังหวะเบาๆ ได้ทั้งเหงื่อทั้งกระชับความสัมพันธ์ด้วย อาการคนท้องเดือนที่ 6 การออกกำลังกายของแม่ท้องเดือนนี้ยังไม่ทิ้งการว่ายน้ำ เคลื่อนไหวร่างกายด้วยการออกกำลังแบบนุ่มนวล รวมทั้งหัดการผ่อนคลายและฝึกการหายใจควบคู่ไปด้วย

เดือนที่ 7 คุณแม่ใกล้เห็นหน้าลูกแล้ว หาโอกาสไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจบ้างถือเป็นการออกกำลังกายไปในตัว หรือจะยังคงว่ายน้ำและออกกำลังกายด้วยการเดินเล่นเบาๆ ก็ยังคงทำได้ อาการคนท้องเดือนที่ 8 คุณแม่ควรฝึกบริหารและดูแลร่างกายให้แข็งแรงเพื่อให้การคลอดดำเนินไปอย่างราบรื่น โดยออกกำลังกายประมาณ 3 ครั้ง/สัปดาห์ คุณแม่อาจเดินเล่น ว่ายน้ำเบาๆ หรือโยคะแม่ตั้งครรภ์ก็ได้และหาเวลาพักหลับช่วงกลางวันสัก 2 ชั่วโมงในวันที่รู้สึกเหนื่อยล้าจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้อาการคนท้องเดือนที่ 9 เข้าสู่เดือนแห่งการลุ้นระทึก อุ้ยอ้ายเต็มทีที่จะเคลื่อนไหว พักผ่อนมากๆ ฝึกการผ่อนคลายโดยการนอนตะแคง ศีรษะหนุนหมอนเตี้ยๆ ใช้หมอนอีกใบรองใต้เข่า ทำใจให้สบาย ทำสมาธิโดยการหายใจเข้า-ออกลึกๆ ยาวๆ หรือจะทำในขณะที่คุณกำลังนอนยกขาสูง เพื่อลดอาการบวมที่เท้าและข้อเท้าก็ได้ http://www.momadad.com/

การรับประทานคอลลาเจน ยี่ห้อไหนดีเพื่อทดแทนในส่วนที่ขาดจึงได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน

popup-stemcell-collagen-1-5869-202575-2-zoom

การรับประทานคอลลาเจน ยี่ห้อไหนดีร่างกายจะได้รับกรดอะมิโนซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการสร้างโปรตีนทุกชนิด รวมทั้งคอลลาเจนด้วย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ากรดอะมิโนที่ได้รับจะถูกนำไปสร้างเป็นคอลลาเจน ยี่ห้อไหนดี เนื่องจากในผู้สูงอายุร่างกายมีการสร้างคอลลาเจนที่ผิวหนังน้อยลง ไม่ได้เป็นเพราะขาดกรดอะมิโนที่เป็นวัตถุดิบในการสร้าง การรับประทานกรดอะมิโนเพิ่มขึ้น จึงแทบจะไม่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน ยี่ห้อไหนดีในผิวหนังเลย นั่นหมายความว่า ผู้ที่รับประทานคอลลาเจนเข้าสู่ร่างกาย ไม่ได้มีผลทำให้ผิวพรรณขาวเปล่งปลั่งกันทุกคน โดยจะเห็นผลได้ชัดเจนต่อบรรดาวัยรุ่นมากกว่าผู้ที่มีอายุมากจนกลไลการสร้างคอลลาเจนเสื่อมลง เนื่องจากร่างกายเท่านั้นที่จะสร้างคอลลาเจนขึ้นเองได้

นอกจากเรื่องผิวพรรณแล้วคอลลาเจน ยี่ห้อไหนดีช่วยอะไรเราได้มากกว่าที่คิด เพราะคอลลาเจน คือโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบของกระดูก เอ็น และเนื้อเยื่อ ที่ทำหน้าที่ยึดเหนี่ยว ส่วนต่างๆ ในร่างกาย นักวิจัยจึงเชื่อว่าการที่ร่างกายมีคอลลาเจน ยี่ห้อไหนดีอย่างเพียงพอจะช่วยลดอาการของโรคข้อต่ออักเสบ รวมถึงช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคดังกล่าวได้ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยง เช่น นักกีฬาที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายหนักๆ เป็นต้น ทั้งนี้การรับประทานคอลลาเจน ยี่ห้อไหนดีอาจเรียกได้ว่าแทบไม่ต่างกับการรับประทานอาหาร ประเภทโปรตีน ทั้งนี้ ร่างกายคนเรามีปัจจัยแตกต่างกัน เช่น เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะดูดซึมสารอาหารไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้น้อยลง หรือชีวิตประจำวันแสนเร่งรีบ และการทำงานที่ทำให้มีความเครียดสูง ต้องเผชิญกับมลพิษรอบตัว ไม่มีเวลารับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ก็ล้วนทำให้ร่างกายมีคอลลาเจนไม่เพียงพอกับความต้องการได้ทั้งสิ้น

ดังนั้นการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อทดแทนในส่วนที่ขาดจึงได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน เพราะมีขั้นตอนการย่อยน้อยกว่าเนื้อสัตว์ ยิ่งมีโฆษณาชวนเชื่อว่าสามารถทำให้ผิวขาวขึ้น ทำให้วัยรุ่นซื้อมาบริโภคกันมากมาย อย่างไรก็ดี เมื่อทราบแล้วว่าคอลลาเจน ยี่ห้อไหนดีช่วยอะไรเราได้บ้าง อย่าลืมใส่ใจสุขภาพแล้วหันมารับประทานกันให้เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานโปรตีนธรรมชาติหรือแบบเสริมอาหาร ก็ควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม จะได้ไม่ส่งผลเสียต่อร่างกายจนทำให้สุขภาพของเราทรุดโทรมลง

การเลือกเวย์โปรตีนในเหมาะสมกับเราและวิธีการออกกำลัง

13760337896386

เรา ไม่ได้ตัดสินตามความเชื่อแต่ใดๆ เพราะยกตัวอย่างการเลือกเวย์โปรตีนนั้นหลายคนเข้าใจผิดกันอย่างมากว่าของดีคือ WHEY ISOLATE ถ้าเป็นWHEY CONCENTRATE แปลว่าเป็นของห่วยกว่า ตรงนี้ขอบอกเลยว่าเข้าใจผิดกันอย่างมาก มันมีอะไรลึกซึ้งกว่านั้นเยอะ เช่นการผลิตเวย์โปรตีนด้วยกรรมวิธีใดจึงสามารถรักษาคุณภาพเวย์โปรตีนไว้ได้มากที่สุด อัตราส่วนของALPHA และ BETA LACTALBUMIN มีผลกับการเพิ่มระดับฮอร์โมนตัวใดบ้างของร่างกาย ALPHA หรือ BETA ที่ดีกว่ากัน? เป็นไปได้ไหมว่า WHEY ISOLATE บางยี่ห้อที่จริงห่วยกว่า WHEY CONCENTRATE ส่วนใหญ่ซะอีก?

การป้อนข้อมูลของบริษัทต่างๆ เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจไปในทางที่ผิดโดยเน้นการขายสินค้าเป็นหลัก ความไม่เข้าใจถึงวิธีการทำงานของร่างกายที่ซับซ้อนมากกว่าแค่คำว่า ISOLATE และ CONCENTRATE ทั้งหมดนี้จะถกนําลงมาเขียนในบทความของหน้าๆนี้ โดยถ้าเพื่อนๆมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับอาหารเสริมตัวใด สามารถลงที่เวบบอร์ดได้ตามสบาย หรืออยากรู้เกี่ยวกับอาหารเสริมตัวใดเป็นพิเศษ ผมยินดีค้นคว้าข้อมูลที่มีการอ้างอิงจากวารสารทางการแพทย์ โดยเวลาที่ผมอ่าน ผมจะไม่อ่านจากเพียงบทความเดียว แต่จะอ่านจากผู้เขียนหลายๆคนที่มีความรู้และนำมาสรุปย่อๆ ให้เพื่อนเข้าใจเกี่ยวกับอาหารเสริมตัวนั้นๆ บทความ ที่ผมเขียนนี้จะมีการเขียนถึงอาหารเสริมของตัวผมเองด้วย โดยว่าผมจะให้เหตุผลว่าทำไมจึงเลือกยี่ห้อนี้ และมีบางตัวซึ่ง ณ ตอนนี้ผมเห็นว่า มีตัวที่ราคาถูกกว่า แต่อาจได้ผลดีกว่าด้วยซ้ำ เรียกว่าเราจะเจาะลึกลงไปเลยว่าแท้ที่จริงแล้ว อาหารเสริมตัวนี้ช่วยเรื่องอะไร ราคาคุ้มไหม จำเป็นไหม ถ้าจำเป็น จำเป็นกับใคร และอื่นๆอีกมากมาย หลายๆ คนมักเกิดคำถามขึ้นคำถามหนึ่งว่าเวย์โปรตีนยี่ห้อไหน หรือ แบบไหนดีที่สุด อันนี้บอกได้เลยตรงๆครับว่าขึ้นอยู่กับตัวคุณด้วยว่าขณะที่คุณกินเวย์โปรตีน นั้นคุณจะปฏิบัติตัวอย่างไร ร้านเรานั้นไม่อยากจะโฆษณาแบบเกินจริงว่าถ้ากินเวย์โปรตีนแล้วกล้ามจะขึ้น มาเฟริ์ม สวย กระชับทันตาเห็น เพราะการที่คุณจะเล่นแล้วมีกล้ามหรือเล่นแล้วเฟริ์มไหมขึ้นอยู่กับประมาณสี่ สิ่งด้วยกัน

การออกกำลังกายโดยการใช้เครื่องออกกำลังกายสัมพันธ์กับการหายใจ

เครื่องออกกำลังกาย

วิธีการหายใจที่ถูกต้อง เวลาหายใจเข้าพยายามหายใจเข้าทางจมูกเท่านั้น เพราะภายในจมูกมีเครื่องกรองอากาศ คือ ขนจมูก และมีเยื่อเมือก ๆ เหนียว ๆ ช่วยจับฝุ่นละอองในอากาศที่เข้ามาพร้อมลมหายใจเข้า ให้สูดลมหายใจเข้าในปอดให้มากที่สุดให้ปอดพองโต กลั้นหายใจไว้โดยนับ 1 ถึง 3 ช้า ๆ แล้วจึงค่อย ๆ หายใจออกทางปากให้มากที่สุดให้ปอดแฟบลง หรือท้องแฟบลง เพื่อให้คาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นของเสียจากเซลล์ออกมาให้มากที่สุด นั่นคือออกซิเจนจะเข้าไปในปอดเต็มที่ และ คาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจากปอดเต็มที่ เช่นกัน ปอดเรามีความจุ 2 ข้าง ประมาณ 3.5 – 4.5 ลิตร แต่ที่เราหายใจตามปกติอยู่ทุกวันนั้น อากาศเข้าปอดเพียงครึ่งลิตรเท่านั้นเอง ของเสียหรือคาร์บอนไดออกไซด์ก็ออกมาไม่มาก เราจึงต้องฝึกการหายใจให้ถูกต้องเพื่อ

สุขภาพของเราเอง
ปัจจุบันมีการรวมกลุ่มออกกำลังกายโดยการ เต้นแอโรบิค (aerobic) กันมากมาย มีผู้นำเต้น พร้อมกับเปิดเพลงจังหวะเร่าร้อน รีบเร่ง และเราก็ต้องเต้นให้เข้าจังหวะตามคนนำซึ่งอยู่บนพื้นสูง คนที่ร่วมเต้นบางคน บางครั้ง ก็เครียด เกร็งกลัวจะไม่ถูกจังหวะ ไม่เข้ากับกลุ่ม ไม่เข้ากับคนที่เต้นนำ ทำให้มีความเครียดเกิดขึ้นโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นการเต้นที่ไม่ถูกต้อง การเต้นแอโรบิคที่ถูกต้องร่างกายจะเกิดด่างเพราะได้ออกซิเจนมาก แต่ที่เต้นอย่างเร่งรีบเร่าร้อนนั้น เป็น อันแอโรบิค ( unaerobic ) คือกลับได้คาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น ทำให้ร่างกายเกิดกรด มาก ๆ เข้าก็กลับเป็นโทษแก่ร่างกายอีก

ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องฝึกการหายใจให้ถูกต้อง ก็เพื่อสุขภาพที่ดีของเราเองข้อแนะนำเกี่ยวกับการออกกำลังกายต่าง ๆ ตามที่กล่าวมานี้เป็นข้อแนะนำทางการแพทย์ทั่ว ๆ ไป ไม่เป็นกฎตายตัว ผู้ที่จะออกกำลังกายต้องพิจารณาตัวเอง อายุ สุขภาพ โรคภัยที่กำลังเป็นอยู่ จะออกกำลังกายอย่างไร แค่ไหน เมื่อไหร่

‘น้ำแร่’ ก็ไม่ได้ดีกว่า ‘น้ำเปล่า’

‘น้ำแร่’ ไม่ได้ดีกว่า ‘น้ำเปล่า’ หรอกนะ ถึง จะดูใส สะอาด ไม่น่าจะมีอันตรายอะไร แต่ถ้าดื่มน้ำแร่แทนน้ำเปล่าทุกวัน สมดุลร่างกายจะเสียไปโดยที่คุณไม่รู้ตัว นายสุพจน์ เจิมสวัสดิพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม เตือนว่าน้ำแร่ก็คือน้ำบาดาลจากแหล่งที่มีแร่ธาตุบางชนิดเยอะเป็นพิเศษ เปรียบไปก็เหมือนกับยาเสริมแร่ธาตุชนิดหนึ่งซึ่งต้องควบคุมปริมาณในการกิน แต่น้ำแร่ในท้องตลาดทุกวันนี้อย่างมากก็มีเพียงชนิดของแร่ธาตุแต่ไม่มี ปริมาณระบุไว้ ดื่มมากๆ อาจได้แร่ธาตุเกินความต้องการ กระดูกผิดปกติ หรือเกิดผลเสียอื่นๆ ที่ไม่ดีต่อร่างกายได้